82. Do You Manage Your Time Well ? : คุณบริหารเวลาส่วนตัวได้ดีหรือเปล่า | วิธีสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ(How To Interview In English)


"1 คำถาม 3 คำตอบที่ท่านพลาดไม่ได้! ถ้าท่านต้องการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษให้ผ่าน"


ไม่ว่าท่านจะเพิ่งจบมาหมาดๆ กลิ่นสาบเสื้อครุยรับปริญญายังไม่ทันจางหายไป

ไม่ว่าท่านจะผ่านเวทีสัมภาษณ์งานมาแบบทั่วสารทิศเจ็ดย่านเหนือแปดย่านใต้

หรือไม่ว่าท่านยัง comme ci comme ça แบบว่าผ่านศึกการสัมภาษณ์งานมาพอประมาณ...

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ถึงอย่างไรท่านก็จะคอยลับกระบี่ในฝักของท่านให้คมอยู่เสมอ ท่านจะตอบผมได้มั๊ยว่า ท่านมั่นใจ 100 % ว่าท่านสามารถตอบคำถามต่อคณะกรรมการสัมภาษณ์ได้ทุกข้อ แต่ถึงแม้ว่าท่านจะตอบได้ทุกข้อ แต่มันไม่ใด้จบแค่ตอบได้ครบแล้วก็จบกันไปสบายแฮกันเสียเมื่อไหร่

ผม"ไมเคิล เล้ง"ขอ share with you อย่างตรงไปตรงไปตรงมาเลยว่า ผมมีประสบการณ์ตรงๆทั้ง 2 ด้านมาแล้วอย่างโชกโชน ไอ้เจ้า 2 ด้านที่ว่านี้คือ

1. เคยเป็นผู้สมัครงาน
2. เคยเป็นผู้สัมภาษณ์งาน

ผมเข้าใจหัวอกหัวใจของบทบาทของคน 2 คนนี้เป็นอย่างดีครับ

ต่อไปนี้ผมจะบอกเคล็ดลับ(ที่คนรู้) 2 เคล็ดลับเพื่อที่จะช่วยให้ท่านไปสัมภาษณ์ด้วยความเบิกบานใจ มั่นใจ และไม่พลาดโอกาสงานที่ท่านมั่นหมายปั้นไม้ปั้นมือเอาไว้

เคล็ดลับแรก:
  • ท่านจะต้องเตรียมสภาพร่างกายให้ดูสดชื่นแจ่มใส 
  • ท่านไม่ควรนอนดึกในคืนก่อนไปสัมภาษณ์งาน ไม่อย่างนั้นสมองของท่านจะไม่ปรอดโปร่งโล่งสะบาย 
  • ท่านต้องไปถึงก่อนเวลาสัมภาษณ์งานอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จงศึกษาเส้นทางให้ดีและเผื่อเวลารถติด(Traffic jam)ไว้ด้วยครับ
  • ท่านต้องเแต่งตัวให้ดูดีสะอาดสะอ้านหมดจด
เคล็ดลับที่สอง: 
  • ท่านจะต้องศึกษาพื้นเพหรือข้อมูลของบริษัท(Company profile) เช่น ประเภทธุรกิจ ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เขาขายหรือผลิต เป็นต้น หาจากอินเตอร์เน็ตได้ครับสะดวกสะบายจะตายไป
  • ท่านจะต้องรู้คำศัพท์และประโยคภาษาอังกฤษทั้งคำถาม-คำตอบให้พร้อมเสร็จสรรพ (กรณีสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ) 
  • ท่านจะต้องตอบคำถามให้โดน(ใจกรรมการสัมภาษณ์งาน) และต้องตอบให้ดี(ถูกต้อง ชัดเจน ตรงประเด็นเช่นคนรู้(เนื้องาน)จริงอีกด้วย 
เคล็ดลับดังที่ผม"ไมเคิล เล้ง" กล่าวมาทั้งหมดนั้น ท่านสามารถค้นหาได้จากเว็บนี้และเว็บที่เขียนเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานที่มีอยู่มากมายให้เลือกอ่านกันครับ


เชิญพบกับคำถามและคำตอบ "สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ(How To Interview In English)" ลำดับที่ 82 ได้แล้วครับ
Do you manage your time well ?
ดู ยู แมน'นิจฺ ยัวร์ ไทม์ เวลล์
คุณบริหารเวลาส่วนตัวได้ดีหรือเปล่า
การตอบคำสัมภาษณ์;

ตัวอย่างที่ 1.

Yes, I do.
เยส ไอ ดู
ได้ครับ/ค่ะ

I usually prioritize the tasks before taking them.
ไอ ยูสชวลลี พริเออริไทซฺ เดอะ ทาสคฺ'ส บีฟอร์ เทคกิ่ง เธ็ม
ปกติแล้วผม/ฉันจะลำดับงานก่อนก่อนเสมอ

ตัวอย่างที่ 2.

Yes, I do.
เยส ไอ ดู
ได้ครับ/ค่ะ

I organize my work, list and finish them.
ไอ ออร์'กะไนซ มาย เวิร์ค ลิสท์ แอนด์ ฟินนิช เธ็ม
ผม/ฉันจะวางแผนงาน จดรายการไว้และนำไปทำ

ตัวอย่างที่ 3.

Yes, I do.
เยส ไอ ดู
ได้ครับ/ค่ะ

I manage my time first to achieve a certain task.
ไอ แมน'นิจฺ มาย ไทม์ เฟิร์สท์ ทู แอคชีฟว์ เอ เซอ'เทิน ทาสค
ผม/ฉันจะบริหารเวลาก่อนเพื่องานจะได้บรรลุเป้าหมาย

แล้วพบกับผม,"ไมเคิล เล้ง" ได้ใหม่กับเรื่องงานๆในเว็บ "วิธีสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ(How To Interview In English)"ครับ

สวัสดีครับ
ไมเคิล เล้ง


Michael Leng is a Thai, has a BA in Hotel management from Ramkhamhaeng University. He had worked for some hotels. Currently, he works in logistics field, Bangkok, Thailand. Because of loving in writing,  he has written some his own blogs in Thai and English-he really wants any feedback from anyone about what he has posted and shared.















*อยากเรียพูดภาษาอังกฤษ คลิก: ภาษาอังกฤษจานด่วน!
*อยากเก่งภาษาอังฤษ คลิก: ตีแตกภาษาอังกฤษ
*อยากเก่งเอ็กเซล คลิก: เผยเคล็ดลับ Microsoft Excel
*อยากหัดแปลเพลง คลิก: เว็บ"คนชอบเพลง"

See more articles:

81. How Do You Handle Pressure ? : คุณจัดการความกดดันอย่างไร? / คุณจะรับมือกับความกดดันได้อย่าง?


แม่ง! ภาษาอังกฤษไม่เรื่อง แล้วยังจะมาสมัครอีก เสียเวลาจริงๆ คัดใบสมัครพวกนี้ออกไปเลย...


ท่านสมัครงานแล้วหรือยังครับ?

หรือว่าท่านกำลังจะไปสมัครงาน?

สมัครงานแล้วท่านเตรียมตัวไปสัมภาษณ์อย่างไรครับ?

งานบางอย่างมีความเครียดอยู่ในตัวของมันเอง งานที่มีความเร่งด่วน งานที่มี commitment ส่งให้ทันเวลา งานที่ต้องเสี่ยงภัย

ยกตัวอย่างชนิดงานที่สร้างความเครียดก็อย่างเช่น

  • งานจัดซื้อ(Purchasing job)
  • งานขาย(Sales job)
  • งานขนส่ง(Transportation job)
  • งานฝ่ายผลิต(Production job)
  • งานสายโลจิสติกส์(Logistics job)
  • งานอื่นๆ
ก็ถ้าหากว่าท่านไปสมัครงานหรือว่าเลือกที่จะทำงานที่มีความกดดัน(Pressure) ด่านแรกที่ท่านจะต้องได้รับการพิสูจน์จากผู้สัมภาษณ์งานก็คือประโยคที่ผมนำมาบอกกันในวันนี้ครับ
How do you handle pressure ?
เฮา ดู ยู แฮน'เดิล เพรส'เชอะ
คุณจัดการความกดดันอย่างไร? /
คุณจะรับมือกับความกดดันได้อย่าง?
เมื่อสมัครงานไปแล้วไม่แคล้วก็ต้องได้งานทำ ถูกต้องหรือไม่?

คำตอบที่ผมหยิบยกมาให้ท่านได้นำไปใช้กัน 2 ประโยคนี้น่าจะช่วยให้ท่านผ่านการพิจารณาในด่านแรกนี้ไปได้นะครับ
I will try to stay as calm as possible.
ไอ วิล ไทรฺ ทู สเตย์ แอส คาล์ม แอส พอส'ซะเบิล
ฉันจะพยายามอยู่ในความสงบให้ได้มากที่สุด 

I find it exhilarating to be in dynamic situation where the pressure is on.
ไอ ไฟนด์ อิท เอคซิล'ละเรทติ่ง ทู บี อิน ไดแนม'มิค ซิช'ชุเอ'เชิน แวร์ เดอะ เพรส'เชอะ อิส ออน
ฉันรับมันได้กับสถานการณ์ที่กดดัน

ลงทุนไปสมัครงานทั้งทีก็ต้องเตรียมของดีเอาไว้ show ในวันสัมภาษณ์งานครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ท่านต้องเตรียมตัวมากกว่าการไปสัมภาษณ์งานภาษาไทยหลายเท่าตัวครับ

เหตุผลที่ผมพูดแบบนั้นก็เพราะว่า เอาแค่สัมภาษณ์งานเป็นภาษาไทยก็ว่ายากแล้ว สมองต้องคิดคำตอบมากมายที่คณะกรรมการพ่นคำถามใส่เรา ท่านต้องคิดหาคำตอบที่ดูดีสกุล เป็นภาษาที่สละสลวยอีกด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วท่านก็จะซวย ไม่ถูกหวยเลยซักกะเบอร์

ท่านทราบหรือไม่ว่า คู่แข่งของท่านก็จะได้ตำแหน่งที่ท่านหวังเอาไปครอบครองอย่างสบายๆ ซึ่งก็อาจไม่ใช่ความสามารถของเขาที่เหนือพี่ แต่เป็นเพราะว่าพี่พลาดมากกว่าคู่แข่งเท่านั้นเอง อุดความผิดพลาดกันเสียก่อนครับ

อย่าลืมนะครับว่า การสัมภาษณ์งานเหมือนกับลงชิงชัยเหรียญทองโอลิมปิก จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะขึ้นรับเหรียญทอง ฉะนั้นท่านลองคิดดูว่า ท่านจะต้องฟิตจะต้องเฟิร์มมากน้อยขนาดไหน??? ก่อนที่ท่านจะขึ้นเวทีประลอง

ที่ผมว่าการสัมภาษณ์งานมันหินกว่าขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวก็เพราะว่า สมองของท่านจะทำงานถึง 2 - 3 step ด้วยกันต่อการตอบคำถามที่เป็นประโยคเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่เป็นภาษาอังกฤษ

ขออนุญาตขยายความยืดต่อความยาวให้ท่านได้เข้าใจแจ่มแจ้งแบบ clear clear กันไปเลยก็คือ

Step แรก เมื่อท่านได้ยินคำถาม(สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ) สมองของท่านก็จะแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยก่อน

Step ถัดไป มันก็จะสั่งการให้ท่านคิดและหาประโยคตอบคำที่ว่าดีที่สุดเอาไปตอบ

จากนั้น Step ที่ 3 ก่อนตอบ สมองของท่านก็จะต้องทำการ switch คำตอบจากภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ

เป็นยังไง มาถึงตรงนี้แล้ว ท่านยังมีคำถามอะไรที่ยังไม่เคลียร์อยู่อีกหรือเปล่าครับ?

Good bye,
ไมเคิล เล้ง

*อยากเรียพูดภาษาอังกฤษ คลิก: ภาษาอังกฤษจานด่วน!
*อยากเก่งภาษาอังฤษ คลิก: ตีแตกภาษาอังกฤษ
*อยากเก่งเอ็กเซล คลิก: เผยเคล็ดลับ Microsoft Excel
*อยากหัดแปลเพลง คลิก: เว็บ(คนชอบเพลง) : Lyrics In English-Thai

See more articles:

80. Do YOU Feel That Money Is The Most Important Aspect of a Job and Why ? : คุณคิดว่าเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานหรือเปล่าและเพราะเหตุใด

"No one say no" ว่าเงินไม่สำคัญใช่หรือเปล่า ? เงินอาจไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นคำตอบสุดท้ายของคนเรา แปลว่า แม้เงินจะเป็นสิ่งที่ทุกคนบนโลกนี้ต้องการ เฉกเช่น นินจาต้องมีอาวุธลับ นักรบซามูไรต้องไปกับดาบคู่ใจ


คนต้องการปัจจัย 4 เพื่อความอยู่รอด มีกามารมณ์เพื่อสืบทอดเชื้อสายเผ่าพันธ์ุ แม้มนุษย์กับสัตว์และพืชที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ด้วยกันก็ตามที มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ต่างคิดค้น ค้นคว้าพัฒนาเพื่อตอบสนองตัณหาความต้องการของตนเอง ซึ่งจะแตกกับสัตว์และพืชที่วิวัฒนาการเพียงเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น 

มนุษย์ตั้งเงื่อนไขที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนปัจจัย 4 และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆขึ้นมาหนึ่งสิ่ง สิ่งนั้นสมมุตติว่ามันคือ"เงิน" นั่นเอง ความหมายก็คือ เงินสามารถแลกหรือแปลงเป็นสิ่งต่างๆได้ด้วยการนำเงินไปแลกเอาสิ่งต่างๆนั้นมา

ดังนั้นเงินจำนวนหนึ่งสามารถแลกสิ่งต่างๆจนครบและสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นไปจนตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป มนุษย์ยังมีแรงขับลึกๆอยู่ภายใต้จิตสำนึกของพวกเขา(พวกเรา) แรงขับที่ว่าก็คือความโลภหรือความใคร่ได้ใคร่มีนั่นเอง ก็เปรียบเสมือนกับคำโบราณที่ว่า 

"ได้คืบจะเอาศอก" "ได้ไม้ตอกจะเอาหลาว"

โถ โถ โถ! มนุษย์ผู้น่าสงสาร มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ก็ในเมื่อเขาว่ากันว่า เมืองไทยในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มันบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัย 4 นั่นเอง แต่แล้วเหตุไฉนเลย ทุกๆวันเราจะยังคงเห็นผู้คนรบราฆ่าฟันกันอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบจะไม่มีว่างเว้น 

คำถามคือ เราทำอย่างนั้นเพื่อแย่งปัจจัย 4 กันอย่างนั้นหรือ หรือว่าเราต้องสนองกามารมณ์ของเราเองด้วยการทำร้าย ทำลายผู้อื่นอย่างนั้นหรือ ดูมันช่างขัดแย้งกับความเป็นผู้ที่ได้รับคำสอนมาอย่างดีจากธรรมมะของพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง อย่างไม่สมเหตุสมผลอย่างร้ายแรงกันเสียนี่กระไร

สัตว์ต่างๆที่อยู่บนโลกนี้เขาดูเป็นผู้พอเพียงอย่างแท้จริง(Pure sufficiency economy) ลองมาหลับตาลงกันสักนิดและนึกคิดจินตนาการดูว่า นกที่ทำรังอยู่นั้นน่ะ มันต้องทำรังกี่รัง รังมันใหญ่เกินตัวมันมากน้อยเพียงใด คำตอบน่าจะออกมาทำนองว่า มันทำรังเล็กๆแค่พอตัว มันทำรังเพียงรังเดียวเท่านั้น

นกทำรังเล็กๆแต่พอตัว แปลว่ามันใช้ทรัพยากรบนโลกนี้อย่างคุ้มค่าไม่สิ้นเปลือง

นกทำรังแค่เพียงหนึ่งรัง(อาจมีการสร้างรังที่สอง สาม สี่ ถ้ามีผู้ไปทำลายรังของมัน) นกไม่ใช้ ไม่ทำลายธรรมชาติบนโลกนี้อย่างไร้ประโยชน์ ผิดแผกไปจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง คงไม่ต้องบรรยายหรอกนะครับว่าคนเราหลายผู้หลายนามต่างทำอะไรรามปามกันอยู่บ้างบนผืนแผ่นดินที่เป็นส่วนรวมทั้งของสัตว์และพืช 

หากแต่มนุษย์ส่วนหนึ่งยังต้องแสวงหาเงินหาทองมาเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเองและอาจจะต้องเกื้อหนุนเจือจุนครอบครัว ญาติพี่น้องอีกด้วย

มนุษย์เงินเดือนไม่ใช่คนที่มีเหลือเฟือ เขาจึงต้องลับสมอง ประลองปัญญากับคนหลายๆ party ด้วยกัน อย่างเช่น นายจ้าง เจ้านาย หัวหน้า ลูกน้อง และที่สำคัญที่จะลืมเสียมิได้ก็คือ "คณะกรรมการสัมภาษณ์งาน" คณะบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่จะกำหนดชะตากรรมของผู้สมัครงานได้เลยล่ะครับ เพราะเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่จะซักไซร้ไล่เรียงผู้มาสัมภาษณ์งานและพิจารณาเบื้องต้นว่าคุณจะได้อยู่ต่อหรือว่ากลับบ้านไปแบบมือเปล่า

เมื่อต้องการเงินเดือนงามๆ งานสะบายๆ(โดยไม่ใช้เส้นสายหรือว่าไม่มีเส้นเอ็น) คนๆนั้นก็ต้องบากบั่นมากกว่าคนอื่นๆอย่างแน่นอนและนอนแน่แช่แป้งอยู่แร้วววว! จริงมั๊ยครับท่านผู้ชม!?!?

กับคำถามนี้ มนุษย์เงินเดือนต้องเตรียม wording ประมาณไหนถึงจะได้ไปต่อ!

"Do you feel that money is the most important aspect of a job and why ?

ดู ยู ฟีล แธท มันนี่ อิส เดอะ โมสท์ อิมพอร์' เทินทฺ แอส'เพคทฺ ออฟ เอ จอบ แอนด์ ไว

คุณคิดว่าเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตการทำงานหรือเปล่าและเพราะเหตุใด"

ในชีวิตจริงที่ไม่อิงนิยาย การทำงานย่อมได้มาซึ่งเงินทอง การลงทุนก็เพื่อหวังผลกำไร ผลกำไรก็คือเงิน เงินที่เป็นผลตอบแทน ตอบแทนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น สรุปได้ว่าเงินคือทุกสิ่งคนเราต้องการ

เมื่อไปสมัครงานในแต่ละที่ ผู้สมัครก็จะตั้งธงไว้ในใจอยู่แล้วว่า เงินเดือนที่ต้องการคือเท่าไหร่ บ้างก็คำนวณจากค่าใช้จ่ายที่ตนมีอยู่แล้วนำไปหักกับเงินที่ตนอยากได้และเหลือเก็บไว้บางส่วน บ้างก็คิดจากเงินเดือนฐานเดิมที่ตนเองได้อยู่ในงานปัจจุบันแล้วก็บวกเพิ่มไปอีก 20-30% เปอร์เซ็นต์ในการย้ายงานแต่ละครั้ง แต่ก็จะมีบางคนที่อาจจะไม่ได้มุ่งที่เงินเดือนที่จะต้องสูงขึ้นมากมายนัก

การตอบคำถามต้องหลีกเลี่ยงภาพที่อาจจะออกมาในลักษณะว่า เงินคือสิ่งที่ท่านต้องการ(มากกก) แต่ก็อีกนั่นแหละ ครั้นจะบอกออกไปเลยว่า ท่านไม่ค่อยแคร์กับเงินเดือนซักเท่าไหร่มันก็จะผิดธรรมชาติไปล่ะ

ลองโยนประโยคนี้ใส่หน้าตักไปได้เลยครับ

"To me, money is not always an important thing in my aspect of a job.

ทู มี มันนี่ อิส น็อท ออลเวย์ส แอน อิมพอร์' เทินทฺ ธิ่งจฺ อิน มาย แอส'เพคทฺ ออฟ เอ จอบ

สำหรับฉันแล้ว เงินไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน"

"I love to work with much more creativity to develop my ideas and skills.

ไอ ลัฟว ทู เวิร์ค วิท มัช มอรฺ ครีอะทิฟ'วิที ทู ดีเวล'เลิพ มาย แอนด์ สคิลส

ฉันชอบทำงานที่ช่วยพัฒนาความคิดและความชำนาญ"

หรือว่าจะลอง Choice นี้ผมว่าก็ไม่เลวนะ กำลังเป็นกล่าวขานในวงการของการทำงานเชียวล่ะครับ

"Money is necessary for life providing for human being needs.

มันนี่ อิส เนส'ซิเซอรี ฟอร์ ไลฟว์ พระไวดฺ'ดิ่ง ฟอร์ ฮิวแมน บีอิ่ง นีด'ส

สำหรับฉันแล้ว เงินไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำงาน"

"But working with happiness and life balance are my ideal jobs.

บัท เวิร์คกิ่ง วิท แฮบปิเนสส์ แอนด์ ไลฟว์ แบล'เลินซฺ อาร์ มาย ไอเดียล' จอบ'ส

แต่ทว่าการทำงานที่มีความสุขและสมดุลย์คือสิ่งที่ฉันปรารถนา "

มีเหตุผลสนับสนุนคำตอบนี้หรือไม่เอ่ย?

Recently, เราได้ข่าวกันบ้างไหมว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลังตั้งแต่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เพื่อๆทำงานใช้หนี้สงคราม ฟื้นฟูประเทศ ในที่สุดปัจจุบันชาติญี่ปุ่นกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในด้านของประเทศผู้นำทางเศรฐกิจ ร่ำรวยเหมือนถูกหวยเบอร์ใหญ่

สิ่งต้องแลกมาก็คือการทำงาน Long hour a day นั่งเอง มีได้ก็ต้องมีเสีย มี give ก็ต้องมี take คนญี่ปุ่นมีความเครียดสูง work-life balance ขาดหายไป


เขากำลังคืนความมีชีวิตส่วนตัวให้กับบรรดาคนทำงานทั้งหลายโดยที่หลายบริษัทในประเทศญี่ปุ่นได้พร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเวลาการทำงานของพนักงาน โครงสร้างที่ว่าก็คือเดิมทำงานกันสัปดาห์ 5 วันบ้าง 6 วันบ้าง จะเปลี่ยนเป็นทำ 4 วันหยุด 3 วันใน 7 วันการทำงาน

โดยบริษัทคาดหวังว่ายิ่งให้ยิ่งได้(Concept เดียวกับหลวงพ่อคูณของเรานั่นแหละ แกพูดเสมอว่า กูยิ่งให้ ก็ยิ่งได้) ความหมายของพี่ยุ่นเขาก็คือ เมื่อพนักงานหยุดเยอะ พักผ่อนแยะ ก็จะนำพลังที่ได้เกิดขึ้นในวันหยุด 3 วันนั้นน่ะมาทำงานให้บริษัทแบบฮึกเหิม เพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่าเดิมซะอีก

Okay ละ, concept ของเขาดูๆแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยาก เหมือนเราจดพักรถเพื่อไปต่อ เหมือนเรา recharge แบตเตอรี่เพื่อให้ไฟเต็มหม้อ ฉันใดฉันนั้น

แต่บ้านเราเมืองเรา คงต้องรอไปอีก 30 ปีละกระมังถึงจะนึกออก บอกว่าใช่ อ่ะอ่ะ!!!
หวัดดี
ไมเคิล เล้ง

See more articles:
*อยากเรียพูดภาษาอังกฤษ คลิก : ภาษาอังกฤษจานด่วน!
*อยากเก่งภาษาอังฤษ คลิก       : ตีแตกภาษาอังกฤษ
*อยากเก่งเอ็กเซล คลิก            : เผยเคล็ดลับ Microsoft Excel
*อยากหัดแปลเพลง คลิก          : เว็บ(คนชอบเพลง)| Song Lyrics In English-Thai
บริจาคเพื่อเป็นทุนทำเว็บดีๆต่อไป

ชื่อบัญชี : วรวิทย์ ลาภานิกรณ์
เลขที่บัญชี : 470-0-19884-2
ธนาคาร : กรุงไทย

Account name: Worawit Lapanikorn
Account no.: 470-0-19884-2
Krung Thai Bank